สูตรพื้นฐาน: 35 ml ต่อ kg แล้วปรับตาม activity และสภาพอากาศ
Result
คำแนะนำทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
ใส่น้ำหนัก + activity + climate เพื่อคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่ม และ reminder schedule
สูตรพื้นฐาน: 35 ml ต่อ kg แล้วปรับตาม activity และสภาพอากาศ
คำแนะนำทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
ปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สูตรพื้นฐานที่นิยมใช้คือ 35 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น หากน้ำหนัก 60 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 2,100 มล. หรือ 2.1 ลิตรต่อวัน จากนั้นต้องปรับเพิ่มตามระดับกิจกรรม (ออกกำลังกายหนักเพิ่ม 20%) และสภาพอากาศ (อากาศร้อนเพิ่ม 15%) การดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันดีกว่าดื่มครั้งละมากๆ
กฎ "ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน" หรือประมาณ 2 ลิตร เป็นค่าเฉลี่ยที่พอเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่มีกิจกรรมปกติในอากาศเย็น แต่ในความเป็นจริงไม่มีตัวเลขสากลเดียว ความต้องการน้ำขึ้นอยู่กับน้ำหนัก อายุ ระดับกิจกรรม และสภาพอากาศ วิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบว่าดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่คือดูสีของปัสสาวะ ถ้าสีเหลืองอ่อนหรือใสแสดงว่าพอดี
ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ สัญญาณเตือนเบื้องต้นได้แก่ กระหายน้ำ ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม ปากแห้งและรู้สึกเหนื่อยโดยไม่มีสาเหตุ หากขาดน้ำมากขึ้นอาจมีปวดหัว เวียนหัว สมาธิลดลง และในกรณีรุนแรงอาจหมดสติได้ สำหรับประเทศไทยที่อากาศร้อนและชื้นตลอดปี ความเสี่ยงขาดน้ำสูงกว่าประเทศที่มีอากาศเย็น ควรดื่มน้ำสม่ำเสมอแม้ไม่รู้สึกกระหาย
ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยร่างกายสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อมากกว่าปกติ อาจถึง 1-2 ลิตรต่อชั่วโมงในขณะออกกำลังกายกลางแดด ควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มขึ้นอีก 10-20%จากปริมาณฐาน ในช่วงหน้าร้อนหรือเมื่อออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย นอกจากน้ำเปล่า ผักผลไม้ที่มีน้ำสูงเช่น แตงโม แตงกวา ส้ม ก็ช่วยเสริมความชุ่มชื้นของร่างกายได้ด้วย