เป็นการประมาณเบื้องต้น ควรใช้ร่วมกับการป้องกันจริง เช่น หมวก เสื้อแขนยาว และหลบแดด
Sun Safety Timeline
หากเหงื่อออกมาก ว่ายน้ำ หรือเช็ดตัว ควรทาซ้ำเร็วกว่าปกติ
คำนวณ safe outdoor time + เวลา reapply ตาม skin type, SPF และ UV index
เป็นการประมาณเบื้องต้น ควรใช้ร่วมกับการป้องกันจริง เช่น หมวก เสื้อแขนยาว และหลบแดด
หากเหงื่อออกมาก ว่ายน้ำ หรือเช็ดตัว ควรทาซ้ำเร็วกว่าปกติ
ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้รังสี UV จากดวงอาทิตย์มีความเข้มสูงตลอดปี โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและภาคกลาง ค่า UV Index ในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม–พฤษภาคม) อาจพุ่งสูงถึง 10–12+ ซึ่งจัดอยู่ในระดับ "อันตรายสูงสุด" ช่วงเวลาที่ UV สูงที่สุดในกรุงเทพคือ 10.00–14.00 น. ซึ่งผิวที่ไม่มีการป้องกันอาจเกิดการไหม้ได้ภายใน 10–20 นาทีสำหรับผิวขาว และ 30–45 นาทีสำหรับผิวสีเข้มกว่า แม้ในวันที่มีเมฆมาก รังสี UV ก็ยังทะลุผ่านได้ถึง 80% ของค่าปกติ
ตัวเลข SPF (Sun Protection Factor) บอกสัดส่วนของรังสี UV-B ที่ครีมกันแดดช่วยกรองออก โดยการคำนวณคือ (1 − 1/SPF) × 100% ดังนั้น SPF 30 กรอง UV-B ได้ 96.7%, SPF 50 กรองได้ 98%, และ SPF 100 กรองได้ 99% ความต่างระหว่าง SPF 50 และ SPF 100 ในทางปฏิบัติจึงน้อยมาก สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ปริมาณที่ทา — นักวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่ทาครีมกันแดดเพียง 25–50% ของปริมาณที่ควรทา ทำให้ได้รับการป้องกันจริงเพียง SPF 15–20 แม้จะเลือก SPF 50+ ก็ตาม
แนะนำให้ทาครีมกันแดดก่อนออกแดด 15–30 นาที เพื่อให้สารกันแดดดูดซึมเข้าผิวหรือสร้างฟิล์มป้องกัน ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทันทีหลังจากเหงื่อออกมาก ว่ายน้ำ หรือเช็ดตัว แม้จะเป็นครีมกันแดดกันน้ำ (Water Resistant) ก็ควรทาซ้ำหลังสัมผัสน้ำนาน 40–80 นาที การทาซ้ำสม่ำเสมอสำคัญกว่าการเลือก SPF ตัวเลขสูงมาก
ครีมกันแดดแบบ Mineral (ใช้ Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide) สะท้อนรังสี UV ออกจากผิวโดยตรง เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและปลอดภัยสำหรับเด็ก ส่วนแบบ Chemical ดูดซับ UV แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน มักมีเนื้อบางเบากว่าและไม่ทิ้งคราบขาว เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Fitzpatrick Skin Type คือระบบแบ่งประเภทผิวตามความสามารถในการทนต่อแสงแดด ตั้งแต่ Type I (ผิวขาวมาก ไหม้ง่าย ไม่ค่อยแทน) จนถึง Type VI (ผิวเข้ม ไม่ค่อยไหม้) คนไทยส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่ม Type III–IV ซึ่งมีความทนแดดปานกลาง การรู้ Type ของตัวเองช่วยประเมินเวลาที่ปลอดภัยในการอยู่กลางแดดได้แม่นยำขึ้น
UV-B ทำให้ผิวไหม้แดงและเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนัง ส่วน UV-A ทะลุเข้าผิวลึกกว่า ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยและฝ้ากระ และยังคงอยู่แม้อยู่ในร่ม ควรเลือกครีมกันแดดที่ระบุ "Broad Spectrum" เพื่อป้องกันทั้ง UV-A และ UV-B พร้อมกัน
UV Index คือค่าดัชนีวัดความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ในระดับ 0-11+ โดย UV Index 1-2 ถือว่าต่ำ, 3-5 ปานกลาง, 6-7 สูง, 8-10 สูงมาก, และ 11+ คืออันตรายสูงสุด ประเทศไทยมักมี UV Index ระหว่าง 8-11ในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะฤดูร้อน ซึ่งสามารถทำให้ผิวไหม้ได้ภายใน 10-20 นาทีหากไม่ทากันแดด ควรหลีกเลี่ยงแดดช่วง 10:00-14:00 น.
SPF 30 กรอง UV-B ได้ประมาณ 97% ส่วน SPF 50 กรองได้ประมาณ 98% ต่างกันเพียง 1% แต่ในทางปฏิบัติ SPF 50 เหมาะกว่าสำหรับคนไทยเนื่องจากค่า UV Index สูงตลอดปี อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญกว่าตัวเลข SPF คือปริมาณที่ทา (ควรทาประมาณ 1/4 ช้อนชาต่อใบหน้า) และการทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ซึ่งมีผลต่อการป้องกันมากกว่าการเลือก SPF สูงๆ
แม้คนผิวสีเข้มจะมี melanin มากกว่าซึ่งให้การป้องกัน UV ตามธรรมชาติบ้าง แต่ยังคงต้องใช้กันแดดอยู่ดี เพราะรังสี UVก็ยังสามารถทำให้เกิดริ้วรอย ผิวไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงมะเร็งผิวหนังได้ คนผิวคล้ำ (Fitzpatrick Type V-VI) ควรใช้อย่างน้อย SPF 30 ทุกวัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่กลางแจ้งนาน การเลือกสูตรที่ไม่ทิ้งคราบขาว (Mineral หรือ Chemical ที่เหมาะกับผิวคล้ำ) ช่วยให้ใช้ได้สะดวกขึ้น
รังสี UV สะสมจากแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระและในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังโดยเฉพาะ Melanoma งานวิจัยพบว่า 80% ของความเสื่อมของผิวจากอายุมาจากรังสี UV ไม่ใช่อายุที่เพิ่มขึ้น การป้องกันทำได้โดยทาครีมกันแดดทุกวันแม้วันที่มีเมฆมาก สวมหมวก เสื้อแขนยาว และหลีกเลี่ยงแดดในชั่วโมงพีค